top of page
ค้นหา

คอมมิวนิสต์ในความคิดคำนึง : ชีวิตของ “สหายระวี” จากป่าเขา สู่ลุ่มน้ำโขง

เรื่องราวชีวิตของ “สมควร บาเรือน” แม่หญิงชาวบ้านริมแม่น้ำโขง สะท้อนภาพประวัติศาสตร์การเมืองไทยช่วงสงครามคอมมิวนิสต์ ผ่านประสบการณ์ชีวิตของคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกผลักให้เข้าสู่ขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) และมีชื่อจัดตั้งว่า “สหายระวี” ก่อนจะกลับมาใช้ชีวิตเรียบง่ายในฐานะชาวบ้านริมโขง

 

ชีวิตวัยเด็กที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก

แม่สมควร ในวัย 61 ปี ย้อนความเก่าเล่าความหลังให้ฟังว่า ต้นกำเนิดเป็นคนบ้านโพนทอง ตำบลเชียงกลม อำเภอปากชม จังหวัดเลย ครอบครัวมีพี่น้องทั้งหมด 8 คน เธอเป็นลูกคนที่สอง และต้องรับหน้าที่เลี้ยงดูน้อง ๆ ตั้งแต่อายุเพียง 9 ปี เนื่องจากชะตาชีวิตพลิกผันเมื่อพ่อแม่เสียชีวิตลง หลังจากเธอเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ได้เพียงสองวัน ทำให้ต้องย้ายไปอาศัยอยู่กับตาและยายที่บ้านห้วยทับช้าง (ตำบลห้วยพิชัย อำเภอปากชม) ช่วงเวลานั้นเธอช่วยตายายทำไร่ทำสวนตั้งแต่เช้ามืดทุกวัน ท่ามกลางความยากจนและภาระชีวิตที่หนักเกินวัย ในช่วงเวลานั้น ประเทศไทยกำลังอยู่ในยุคที่รัฐมีความหวาดระแวงต่อขบวนการคอมมิวนิสต์อย่างเข้มข้น การที่ครอบครัวต้องออกไปทำไร่ทำสวนตั้งแต่เช้ามืด กลับถูกเจ้าหน้าที่รัฐเพ่งเล็งและกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ ทำหน้าที่ส่งข้าวส่งน้ำให้กองกำลังในป่า แม้ครอบครัวจะปฏิเสธ แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่เชื่อ ซ้ำร้ายตาของเธอถูกจับตัวไปสอบสวนและถูกซ้อมจนเลือดออกปากออกจมูก แขนทั้งสองข้างเกือบพิการ ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความกดดันอย่างหนักให้กับครอบครัว ท้ายที่สุด ตาของเธอจึงตัดสินใจว่า เมื่อถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์อยู่แล้ว ก็จะเข้าไปอยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย “ตารู้สึกกดดันมาก และบอกว่าในเมื่อทางการเขามองว่าเราเป็นคอมมิวนิสต์จริงๆ ก็เลยตัดสินใจหอบลูกหอบหลานเข้าป่า ไปอยู่กับ พคท. ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย” แม่สมควร กล่าว


  

จากเด็กหญิงวัย 11 ปี สู่ “สหายระวี” แห่ง พคท.

เด็กหญิงสมควรต้องอุ้มและดูแลน้องเล็กอีกสองคน เดินทางเข้าป่าพร้อมกับตายายและครอบครัว ข้ามแม่น้ำโขงไปยัง สปป.ลาว เพื่อเข้าร่วมกับ พคท. ช่วงเวลานั้นในราวปีพ.ศ.2514 เธอมีอายุเพียงประมาณ 11 ปี อยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยทั้งหมด 7 ปี และได้รับชื่อจัดตั้งว่า “สหายระวี”

สมควร เล่าว่า สาเหตุที่ต้องเข้าไปอยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่ได้เกิดจากความเชื่อหรือมีอุดมการณ์ทางการเมืองตั้งแต่ต้น แต่เพราะไม่ได้รับความยุติธรรมจากทางการถาโถมให้เกิดความไม่เป็นธรรมที่ครอบครัวได้รับจากการถูกกล่าวหาและกดดันจากเจ้าหน้าที่รัฐ “เขากดขี่บีบบังคับเราทั้งที่เราแค่ไปทำมาหากิน แต่กลับปรักปรำว่าเราไปส่งข้าวส่งน้ำให้คอมมิวนิสต์ ซึ่งคอมมิวนิสต์คืออะไรเรายังไม่รู้เลย”

ในสมัยนั้นรัฐมีการโฆษณาชวนเชื่อว่า คอมมิวนิสต์เป็นคนหน้าตาประหลาด ฟันยาวเหมือนจอบ ตาโบ๋ ผอมโซ ไม่ได้กินข้าว ไม่สวมเสื้อผ้า นุ่งใบตอง ภาพเหล่านี้ทำให้ผู้คนหวาดกลัว แต่ในความเป็นจริงสมาชิกพรรคก็เป็นคนธรรมดาเหมือนชาวบ้านทั่วไป ชีวิตในป่าเปิดโอกาสให้เธอได้เดินทางไปศึกษาที่ประเทศจีนเป็นเวลา 6 เดือน โดยเรียนวิชาพยาบาลพื้นฐาน หลังจากนั้นจึงกลับมาเรียนหนังสือต่อที่ สปป.ลาว โดยมีครูชาวจีนที่พูดภาษาไทยได้เป็นผู้สอน แม้จะอยู่ในพื้นที่การต่อสู้ทางการเมือง แต่ชีวิตของเด็กหญิงคนหนึ่งยังคงต้องเรียนรู้การอ่านเขียนตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ก.ไก่ ข.ไข่ ต่อมาพรรคได้จัดตั้งคณะหมอลำขึ้น เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมและการสื่อสารทางการเมือง มีสมาชิกชาย 11 คน และหญิง 14 คน ทำการแสดงในงานสำคัญ เช่น วันพรรค วันสตรีสากล งานวันพ่อ วันแม่ หรือกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ โดยเนื้อหาหมอลำจะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไทยในขณะนั้น

 

การเปลี่ยนสัญชาติ และการกลับบ้าน

จากเด็กหญิงก้าวย่างสู่นางสาว เธอใช้ชีวิตอยู่กับ พคท. รวมเวลานาน 7 ปี เมื่อเข้าสู่ปีที่ 8 ในปี พ.ศ. 2521 เธอเริ่มรู้สึกคิดถึงบ้านอย่างมาก ประกอบกับช่วงนั้นมีภาพยนตร์เรื่อง “ครูบ้านนอก” เข้าฉายในนครเวียงจันทน์ เธอจึงถอดเครื่องแบบทหาร ปลอมตัวเป็นชาวบ้าน และแอบเข้าไปดูหนังถึง 5 รอบ ได้เห็นการใช้ชีวิตของครูที่เป็นพระเอก แล้วรู้สึกคิดถึงตัวเองที่ต้องมาตกระกำลำบาก ท้ายที่สุดถูกพรรคจับได้ และถูกลงโทษห้ามออกไปไหนเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ช่วงหนึ่งเกิดความขัดแย้งระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามกับกลุ่มสมาชิกที่ไปจากไทย ทำให้มีคำสั่งให้สมาชิกชาวไทยออกจาก สปป.ลาว ภายใน 24 ชั่วโมง ถ้าใครไม่กลับให้เปลี่ยนสัญชาติเป็นสัญชาติลาว ขณะนั้นนางสาวสมควร เห็นว่าระยะเวลาสั้นเกินไปที่จะเดินทางกลับประเทศไทยทันเวลากำหนด ก็เลยตัดสินใจยอมเปลี่ยนเป็นสัญชาติลาว อยู่ประมาณ 3 ปี กระทั่งเมื่ออายุราว 16–17 ปี เธอจึงตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทย “กลับมาอยู่ที่ประเทศไทย ทำให้เรารับได้ทุกสภาพ สามารถเอาตัวรอดได้ เพราะเคยลำบากมาก่อนสมัยอยู่ป่า อีกทั้งมีความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพและฝังเข็มก็สามารถทำได้ หากมีอุปกรณ์ครบ”

 

นโยบาย 66/23 ออกจากป่า และการเริ่มต้นชีวิตใหม่

ในยุครัฐบาลของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ประกาศ นโยบาย 66/23 ซึ่งใช้แนวทาง “การเมืองนำการทหาร” เพื่อยุติความขัดแย้งกับพรรคคอมมิวนิสต์ โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคออกจากป่าและมอบตัวกับทางการ นอกจากนี้รัฐยังใช้วิธีการประชาสัมพันธ์ผ่านเฮลิคอปเตอร์ เปิดเพลงหมอลำรณรงค์เชิญชวนให้สหายออกจากป่า แม่สมควรและเพื่อนสหายอีกคนหนึ่งตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทย โดยนั่งเรือข้ามแม่น้ำโขงมาขึ้นฝั่งที่ตำบลหาดคัมภีร์ อำเภอปากชม จังหวัดเลย ซึ่งมีญาติที่เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านได้ประสานงานให้ตำรวจมารับไปมอบตัวกับทางการ คนไทยสมัยนั้นยังถูกปลูกฝังว่า คอมมิวนิสต์ต้องมีหน้าตาแปลกประหลาด ตาโต ตัวผอม เสื้อผ้าไม่ใส่ แต่ตัวจริงกลับเป็นสาวน้อยวัยรุ่นหน้าตาดี หลังถูกจับ สมควรและเพื่อสหายถูกทางการนำตัวไปอบรมปรับทัศนคติเป็นเวลา 3-9 เดือน โดยทางการที่จังหวัดอุดรธานีและจังหวัดเลย ก่อนจะได้รับอนุญาตให้กลับมาใช้ชีวิตปกติ

เธอแต่งงานเมื่ออายุ 18 ปี และเริ่มต้นชีวิตใหม่ “ถ้าเป็นพรรคมิวนิสต์ลาว อายุไม่ถึง 25 ปี ห้ามมีความรัก ซึ่งจริงๆ มีกฎระเบียบอยู่หลายข้อแต่แม่จำไม่ได้ สมาชิกจะแยกกันอยู่สหายชาย หญิง และไปอยู่ที่นั่นได้หล่อหลอมให้เรามีวินัย มีความอดทน” จนกระทั่งลูกคนโตเรียนอยู่ประมาณชั้น ป.2-ป.3 จึงมีโครงการเยียวยาจากรัฐช่วยเหลืออดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เป็นจำนวนเงิน 225,000 บาท โดยแบ่งจ่ายจำนวน 6 งวดๆ ละประมาณ 37,500 บาท ซึ่งแม่สมควรได้รับเงินงวดสุดท้ายในสมัยรัฐบาลของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  อย่างไรก็ตาม เธอเล่าว่า ยังมีอดีตสหายอีกประมาณ 54 คน ที่ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากโครงการดังกล่าว จากเด็กหญิงที่ถูกผลักเข้าสู่ความขัดแย้งทางการเมือง วันนี้เธอกลายเป็นชาวบ้านธรรมดาที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายริมแม่น้ำโขง แต่เรื่องราวชีวิตของเธอยังคงสะท้อนภาพประวัติศาสตร์ ความไม่เป็นธรรม และการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในห้วงเวลานั้นได้อย่างลึกซึ้ง

 

วิถีชีวิตชุมชน “บ้านปากมั่ง”

ปัจจุบันแม่สมควร อาศัยอยู่ที่บ้านปากมั่ง ตำบลหาดคัมภีร์ อำเภอปากชม จังหวัดเลย กับลูกสาวคนโต และลูกชายคนเล็กที่ขอจากญาติมาเลี้ยงเป็นผู้สืบสกุล  เธอประกอบอาชีพปลูกผักริมแม่น้ำโขง ซึ่งเริ่มทำมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 โดยจะเริ่มปลูกในเดือนพฤศจิกายน ได้แก่ มันด่าง มันแกว ผักกาด หอม พริก มะเขือลาย เพื่อไว้กินและขาย ส่วนมะเขือเทศ จะขายให้โรงงาน มีรายได้จากการปลูกผักปีละประมาณ 20,000 บาท นอกจากนี้แม่สมควร ยังไปร่อนทองบริเวณใกล้ฝั่ง สปป.ลาว

“ปากมั่ง” ในสมัยก่อนเล่ากันว่า มีครอบครัวหนึ่งได้ย้ายถิ่นฐานมาจากบ้านท่าดีหมี อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ได้มาพบแหล่งน้ำแห่งหนึ่ง และมีสัตว์อยู่มากมาย แต่ที่มีจำนวนมากที่สุดคือ ตัว “ละมั่ง” ชอบมากินน้ำอยู่ที่ปากน้ำห้วย จึงได้ตั้งชื่อของหมู่บ้านว่า “บ้านปากมั่ง” ซึ่งมีการตั้งถิ่นฐานราวๆ ปี พ.ศ.2476 เริ่มจาก 9 หลังคาเรือน และมีการอพยพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีมากกว่า 120 ครัวเรือน ชุมชนปากมั่งมีผู้นำทางการมาแล้วจำนวน 8 คน โดยมีนายอิน พรหมสอน เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก มีนางเสาวลักษณ์ ดาปี เป็นกำนันหญิงของตำบลหาดคัมภีร์ (ข้อมูลถึงเดือนธันวาคมปี 2568 ปัจจุบัน คือ นายสุรชาติ ขันทะมี)

เมื่อก่อนชาวบ้านปากมั่งจะไปใช้ประโยชน์ปลูกผักบน “ดอนมาน” เกือบทั้งหมู่บ้าน เพราะยังไม่มีการทำไร่หรือการปลูกยางพารา พอถึงฤดูน้ำแห้งก็จะพากันไถหรือถางป่าลงไปปลูกผักบนดอนช่วยกันทั้งผู้หญิงผู้ชาย ช่วงที่น้ำแห้งมากๆ บางคนก็ “ร่อนทองคำ” หรือ “เล่นคำ”

“แม่จะปลูกพริก มะเขือ ฟัก ฟักทอง ถั่วฝักยาว และมะเขือเทศโรงงาน ส่งขายโรงงานตั้งอยู่ที่ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย และมีพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยมารับซื้อถึงที่”


 

ระบบนิเวศย่อยแม่น้ำโขง

แม่น้ำโขงที่ไหลผ่านหมู่บ้านปากมั่ง ประกอบไปด้วยระบบนิเวศย่อยหลายระบบ ซึ่งระบบนิเวศย่อยจะมีชื่อ เรื่องราวที่มาที่ไป หรือเรียกตามลักษณะเฉพาะของบริเวณนั้นๆ เช่น  ดอนมาน ซึ่งมาน หมายถึงใหญ่  บุ่งหลุบ เพราะเป็นหลุมขนาดใหญ่ เชื่อกันว่าเป็นถ้ำพญานาคเป็นหลุบใหญ่ที่สุดในอำเภอปากชม ชาวบ้านใช้ประโยชน์ใส่เบ็ด ใส่มอง ช้อนกุ้ง ในฤดูฝนนิยมใส่เบ็ด ชาวบ้านที่มาใช้ประโยชน์มาจากหลายพื้นที่ เช่น ชาวบ้านจาก อำเภอเชียงคาน, อำเภอนายูง (จังหวัดอุดรธานี) มีคนหาปลาวันละ 20-30 คน

“เมื่อก่อนเคยมีการทำป้ายห้ามว่าห้ามบุคคลภายนอกหมู่บ้านเข้ามาใช้ประโยชน์ ปลาที่จับได้ส่วนใหญ่ ได้แก่ ปลากด ปลาเคิง ปลาค้าว แต่เดี๋ยวนี้ที่จับได้มี ปลาขาว ปลากด ปลามัง” แม่สมควรให้ข้อมูล

ก้อนเฒ่าไห้ ที่มาของชื่อ คือ บริเวณนี้มีปลาเยอะมาก จนเก็บไม่ไหว จนคนแก่ต้องร้องไห้ ชาวประมงจะใช้ต่องตักปลาบริเวณนี้ ถ้ามีหลายคนจะผลัดกันตัก ใครได้ปลาพอ แล้วก็เลิกตัก ก้อนท่าเรือ เป็นก้อนที่ชาวประมงนิยมมาจอดเรือบริเวณนี้ เพราะน้ำไหลไม่แรง จุดอื่นน้ำไหลแรง เรือจอดไม่ได้ บุ่งปากห้วย (ปากมั่ง) ชาวบ้านใช้ประโยชน์หาปลา แต่ปลาไม่เยอะเท่าแต่ก่อน บุ่งผ้าอ้อม แต่ก่อนน้ำบริเวณนี้ใสมาก ชาวบ้านเวลาอยู่ไฟอยู่กรรมหลังคลอด จึงใช้น้ำบริเวณนี้ในการซักผ้าอ้อม ตากผ้าอ้อมเด็กแรกเกิด จึงได้ชื่อบุ่งผ้าอ้อม บุ่งป่าซาง บริเวณนี้มีไม้ไผ่ซางขึ้นอยู่ทั่วไป ปัจจุบันชาวบ้านร่วมกันทำเป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ เพราะอยู่ใกล้หมู่บ้าน สามารถเฝ้าระวัง ดูแลรักษาง่าย ดอนสี้ เป็นเกาะในลำน้ำโขง มีลักษณะเป็นป่าไม้ สมัยก่อนเล่าต่อๆ กันมาว่า ชอบมีหนุ่มสาวมาพรอดรักกันที่ดอนแห่งนี้ ดอนชม ว่ากันว่าบริเวณนี้ เป็นดอนที่มีทิวทัศน์ดี หนุ่มสาวจึงชอบมาเที่ยวมาชมดอนนี้ ก้อนสบเสือสบช้าง อยู่กลางแม่น้ำโขง สบเสือและสบช้างตั้งอยู่ร่องน้ำลึกเขตของประเทศไทย ห่างจากดอนสี้ประมาณ 150 เมตร มีโขดหินรูปร่างคล้ายปากเสือ และปากช้างอยู่บริเวณนั้น (สบในภาษาอีสานแปลว่าปาก) ก้อนดอนเตา ที่มีชื่อนี้เพราะว่าชาวประมงมักจะแบกเตาเพื่อไปทำอาหารกินบริเวณดอนนี้ ก้อนป่ม เพราะมีลักษณะเป็นโขดหินอยู่ตั้งอยู่ในแม่น้ำโขงโดดๆ อยู่ก้อนเดียว บุ่งไผ่น้อย มีลักษณะเป็นบุ่งที่มีต้นไม้ไผ่เยอะ บุ่งไผ่ใหญ่ มีลักษณะเป็นบุ่งที่มีต้นไม้ไผ่เยอะเช่นกัน แต่มีพื้นที่ใหญ่กว่า ห้วยบุ่งปลาซวย เป็นลำห้วยที่ไหลลงสู่บุ่งปลาซวย จึงใช้ชื่อว่าห้วยบุ่งปลาซวย ใช้ประโยชน์ในการหาปลา

ห้วยมั่ง สมัยก่อนเป็นลำห้วยที่พบสัตว์จำนวนมาก แต่ที่พบมากที่สุด คือ ตัวละมั่ง เลยเป็นที่มาของชื่อห้วย และชื่อหมู่บ้าน ปัจจุบันใช้ประโยชน์ในการหาปลา และน้ำเพื่อการเกษตร ห้วยหาดมาน เป็นลำห้วยที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขงบริเวณหาดมาน จึงได้ชื่อห้วยหาดมาน เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ห้วยบุ่งหลุบ เป็นห้วยที่ไหลลงแม่น้ำโขงบริเวณบุ่งหลุบเป็นบุ่งที่อยู่ต่ำ และมีขนาดใหญ่กว่าบุ่งอื่นๆ เป็นลำห้วยเล็กๆ ใช้ประโยชน์ในการหาปูหาปลา เช่น ปูหิน ปลากั้ง เป็นต้น  ห้วยเฮี้ย เป็นลำห้วยที่มีไผ่เฮี้ยเป็นจำนวนมาก ใช้ประโยชน์ในการผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน


 

วิถีชาวประมงลุ่มน้ำโขง กับระบบนิเวศที่ไม่เหมือนเดิม

ในอดีตชาวบ้านหาปลากันแทบทุกครัวเรือน แต่ในปัจจุบันเหลือไม่ถึง 7 ลำเรือ มีรายได้เฉลี่ย 50,000 บาทต่อปี สมัยก่อนปลาหาง่ายแต่ราคาถูก ทุกวันนี้ปลาแม่น้ำโขงหายากจึงขายแพง เครื่องมือหาปลาที่นิยมใช้ในก็มีทั้ง เบ็ดคัน ลอบกุ้ง แห มอง/ตาข่าย ต่อง เบ็ดไล เบ็ดน้ำเต้า ลอบ เสือนอนกิน ตุ้มปลากด

อนึ่ง ยังมีเครื่องมือประมงอื่นๆ ที่ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์แล้ว เช่น อีจู้ สำหรับใช้ดักปลาไหล บั้งลัน ใช้ดักปลาไหล เบ็ดคอม ใช้ดักปลาตามทุ่งนา ตามริมห้วย สะดุ้ง ใส่บริเวณปาห้วยมั่ง ช่วงน้ำนอง น้ำไหลลงห้วย กระดาง ใช้ตาข่ายเขียวเย็บติดกับไม้ไผ่ ทำด้ามจับสองด้าน ใส่ตีนเป็นโซ่ ลากจับปลาตามบุ่ง ตามสระ ตุ้มปลาขาว ใช้รำเป็นเหยื่อล่อ ใส่ตามลำห้วย ช่วงน้ำหยึ่ง (น้ำขึ้น)

ปัจจุบันการหาปลาหาได้ยากขึ้น ทำให้มีการใช้เครื่องมือหาปลาที่ผิดกฎหมาย คือ “การช็อตปลา” ซึ่งเครื่องช็อตปลาหาซื้อได้ง่ายตามร้านค้า ส่งผลกระทบให้ปลาที่ถูกช็อตมีรูป ร่างผิดปกติ ส่วนคนที่หาปลาโดยเครื่องมือธรรมดา ก็หาปลาได้น้อยลง สู้คนที่ใช้เครื่องช็อตปลาไม่ได้ จึงเรียกร้องให้มีมาตรการอย่างจริงจัง เช่น มีการปรับไหม สมัยก่อนพ่อจัด มีตา เคยเป็นกำนันตำบลหาดคัมภีร์ มีการปรับไหม 400 บาท และยึดเครื่องมือที่ผิดกฎหมาย นอกจากนี้เขื่อนแม่น้ำโขงทำให้น้ำขึ้น-ลง ไม่เป็นไปตามฤดูกาล ส่งผลต่อบุ่งมีความตื้นเขิน สภาพดินกลายเป็นโขดหิน และดินทราย ไม่มีดินตะกอน ดินเลน เหมือนแต่ก่อน มีแต่ทราย “ไส้เดือนที่เคยมีก็หายไป ไส้เดือนแม่น้ำโขงจะตัวใหญ่มาก บางตัวยาวเป็นเมตร และเมื่อก่อนจะเจอปลากระเบน ปลาออง ปลาฝาไล ปลาก๊วน (ปลาช่อนงูเห่า) แต่ไม่พบปลาเหล่านี้มาประมาณ 20 ปีแล้ว”



เกษตรริมโขงบนเกาะดอนมานที่เปลี่ยนไป

แม่สมควร เล่าด้วยว่า เคยปลูกผักริมโขงบริเวณ “ดอนมาน” ซึ่งเป็นเกาะดอนบริเวณแม่น้ำโขงในเขตพื้นที่ตำบลหาดคัมภีร์ เป็นเกาะดอนขนาดใหญ่และยาว จากระยะทางจากโรงเรียนหาดคัมภีร์ ถึงปากห้วยมั่ง ราวๆ 4-5 กิโลเมตร ที่ชุมชนได้ใช้ทำการเกษตรในหน้าแล้ง จนกระทั่งแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลง ขึ้น-ลง ตลิ่งทรุดมีการก่อสร้างเขื่อนกันตลิ่งพัง มีการเอาดินไปถมเพื่อก่อสร้าง ทำให้ไม่สามารถปลูกผักได้อีกต่อไป ชาวบ้านก็เลยหันไปทำอย่างอื่น

กระทั่ง 6–7 ปีที่ผ่านมา ชุมชนเริ่มมีการแบ่งแปลงให้เช่าปลูกผักบน “ดอนมาน” ทำให้การเปลี่ยนแปลงสภาพดอนมากขึ้นเรื่อยๆ บางรายเลยเริ่มยึดเป็นเจ้าของ โดยอ้างว่าปลูกมานานแล้ว ส่งผลให้พื้นที่ดอนปลูกผักเริ่มลดลงเรื่อยๆ ดอนบางส่วนเหลือเพียงโขดหิน ต้นหญ้า และไมยราพยักษ์ หรือกลายเป็นพื้นที่ให้เช่าเลี้ยงวัวแทน

ชีวิตริมโขงที่เปลี่ยนไป ในปัจจุบันแทบจะไม่มีรายได้เป็นกอบเป็นกำเหมือนเช่นอดีต เนื่องจากแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลง การทำเขื่อนกันตลิ่งพังและทำให้สภาพดินเกาะดอนเปลี่ยนไปแบบไม่ย้อนกลับ เคยเกิดเหตุการณ์น้ำเซาะตลิ่งครั้งใหญ่ เมื่อประมาณปี 2527–2528 และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง ส่งผลกระทบให้พื้นที่ปลูกผักริมตลิ่งลดลงอย่างมาก

“เมื่อการเพาะปลูกทำได้ยากขึ้น รายได้จากการเกษตรก็ลดลงตามไปด้วย”

 

จุดประกายการอนุรักษ์แม่น้ำโขง

บ้านปากมั่งเคยจัดทำเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำบริเวณปากมั่ง-หาดโมะ ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร มีคณะกรรมการควบคุม เฝ้าระวัง สอดแนม มีการปรับไหม มีการจัดทำบัญชี ทำให้ปัญหาเบาบางไป อย่างไรก็ดีแม้จะมีข้อห้าม แต่ชาวประมงก็ไม่ค่อยเชื่อฟัง ยิ่งเป็นคนบ้านเดียวกันยิ่งไม่กล้าตักเตือน

ดังนั้นพ่อจัด มีตา อดีตกำนันตำบลหาดคัมภีร์ เสนอว่า ควรมีการอนุรักษ์ มีการจัดเวรยามเฝ้าระวัง สอดส่องดูแลตลอดเวลา ห้ามช็อตหรือระเบิด มีการพูดคุยกับผู้นำ ประชุมประชาคม สร้างกฎกติกาหรือข้อตกลงร่วมกัน

จนกระทั่ง สมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.) ได้รับการสนับสนุนจากกองทุน CEPF-องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature) หรือ IUCN ในการส่งเสริมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และส่งเสริมให้ชุมชนทำเขตอนุรักษ์พันธ์ปลาแม่น้ำโขง ชุมชนจึงทำเขตอนุรักษ์ปลาบริเวณบุ่งป่าซาง และจัดทำจุดเฝ้าระวังการช็อตปลา จับปลาด้วยวิธีผิดกฎหมาย ซึ่งเน้นการทำงานของชาวประมงในชุมชนด้วยกันเอง ในปี 2567 เป็นต้นมา นับเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ชาวประมงในชุมชนได้ช่วยกันสร้างรูปธรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม


พื้นที่เขตอนุรักษ์ปลาของชุมชน

 

กลุ่มฮักแม่น้ำโขงบ้านปากมั่ง

                    

ริเริ่มทำจุดเฝ้าระวังการจับปลาด้วยวิธีผิดกฎหมายของกลุ่ม

บทความโดย สมาคมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.)


 
 
 

ความคิดเห็น


ติดต่อเรา

ขอบคุณที่กดส่ง!

ที่อยู่

เลขที่ 234/79 หมู่ที่ 12

ซอย 4 ถนนมิตรภาพ-เอื้ออาทร ตำบลโพธิ์ชัย  อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย

รหัสไปษณีย์  43000

โทรศัพท์

(+66) 858536924

(+66) 934586079

อีเมล

NGO Association @2018 by Ministry of Natural Resources and Environment

bottom of page